All materials on our website are shared by users. If you have any questions about copyright issues, please report us to resolve them. We are always happy to assist you.
...

The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order

by thanachart-kanjanapangka

on

Report

Category:

Documents

Download: 0

Comment: 0

210

views

Comments

Description

Download The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order

Transcript

The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order การปะทะของอารย ธรรมและการจัดระเบียบโลกใหม่ (1) คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3814 (3014) ความล่มสลายจากการพ่ายแพ้สงครามเย็น ของฝ่ายคอมมิวนิสต์ทาให้สหรัฐอเมริกา ก้าว ขึ้นเป็นอภิมหาอานาจแต่เพียงผู้เดียว และเป็นปัจจัยทาให้สถานการณ์โลกวิวัฒน์ไปในอีกแนวหนึ่ง ซึ่งสร้างความสนใจให้ผู้เชียวชาญด้านประวัติศาสตร์ และการเมืองระหว่างประเทศอย่างยิ่ง หลาย ่ คนเขียนหนังสือออกมาเพื่อเสนอกรอบอ้างอิงสาหรับใช้อ่านสถานการณ์โลก หนึ่งในจานวนนั้น ได้แก่ Samuel P. Huntington อาจารย์ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้มีความเชี่ยวชาญด้าน รัฐศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เขาพิมพ์หนังสือชื่อ The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order ซึ่งคงแปลว่า "การปะทะของอารยธรรมและการจัด ระเบียบโลกใหม่" ออกมาเมื่อปี 2539 แม้จะพิมพ์ออกมา 10 ปีแล้ว หนังสือเรื่องนียังมีความ ้ ทันสมัยในหลากหลายด้านโดยเฉพาะสาหรับผู้ต้องการใช้เป็นเทียนส่องทาง เพื่ออ่านเหตุการณ์ ปัจจุบนเกี่ยวกับด้านความขัดแย้งรุนแรงระหว่างโลกมุสลิมกับสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร ั เนื้อหาของหนังสือมีจดมุ่งหมายเพื่ออธิบายข้อเสนอที่ว่า โลกแห่งอนาคตจะถูกกาหนดด้วย ุ วัฒนธรรม และอารยธรรม เนื่องจากอัตลักษณ์ทางอารยธรรมเป็นปัจจัยทั้งในการเชื่อมความผูกพัน และในการก่อความแปลกแยกระหว่างสังคมมนุษย์ เนื้อหาแยกออกเป็น 5 ตอนเริ่มด้วย (1) การ ทบทวนวิวัฒนาการด้านอารยธรรม นาไปสู่ (2) การเปลี่ยนสมดุลระหว่างอารยธรรม ทาให้เกิด (3) การจัดระเบียบ และ (4) การปะทะกันของอารยธรรม นาไปสู่ (5) อนาคตของโลก ย้อนไปหลายพันปีมนุษย์มีอารยธรรมใหญ่ๆ อยู่ในหลายส่วน อารยธรรมเหล่านี้มีการ ติดต่อกันเพียงจากัดจนกระทังเมื่อประมาณ 500 ปีที่ผานมาเมื่อความก้าวหน้าด้านการคมนาคมทา ่ ่ ให้การติดต่อเป็นไปได้งายขึ้น หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของรัฐต่างๆ เป็นไปใน 2 มิติคือ มิติแรก ่ เกี่ยวกับอารยตะวันตกซึ่งครอบคลุมรัฐต่างๆ ของฝรั่งในยุโรปและอเมริกา ในระหว่างรัฐเหล่านี้มีทั้ง การร่วมมือกัน การชิงดีชิงเด่นกันและการทาสงครามกัน มิติที่ 2 เกี่ยวกับการขยายตัวของรัฐใน อารยธรรมตะวันตกไปรุกราน และยึดอารยธรรมอื่นเป็นเมืองขึ้นของตน การเมืองระหว่างประเทศ เป็นไปในรูปของ 2 มิติดังกล่าวจนกระทั่งถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามเย็นก่อตัวขึ้น ในระหว่างสงครามเย็นโลกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนและ 2 ขั้วอานาจ นั่นคือ ส่วนแรกเป็น ประเทศที่รวมตัวกันเป็นขั้วอานาจ อันประกอบด้วยสังคมประชาธิปไตยนาโดยสหรัฐอเมริกา ส่วน ที่ 2 เป็นขั้วอานาจของประเทศที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์ นาโดยสหภาพโซเวียต สองขั้ว อานาจนี้แข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อหวังแผ่ขยายไปสู่โลกส่วนที่ 3 ซึ่งมักเป็นประเทศด้อยพัฒนา และประเทศเกิดใหม่ การแข่งขันนั้นบางครั้งนาไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในโลกส่วนที่ 3 ถึงขนาด ต้องทาสงครามกัน และดาเนินไปเช่นนั้นจนกระทั่งสงครามเย็นยุตลงเมื่อสหภาพโซเวียนล่มสลาย ิ ในปี 2534 ในระหว่างสงครามเย็นนันชาวโลกแยกกันออกตามความแตกต่างของอุดมการณ์ทาง ้ การเมืองและระบบเศรษฐกิจ เมื่อระบบคอมมิวนิสต์พายแพ้ชาวโลกเลิกยึดอุดมการณ์ดงกล่าว และ ่ ั มองหาสิ่งใหม่ มาใช้เป็นกรอบอ้างอิงทางด้านอัตลักษณ์ของตน ยังผลให้ชาวโลกหันกลับไปใช้สงที่ ิ่ พวกเขาเคยใช้มาในอดีต นั่นคือ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ประเพณี เผ่าพันธุ์และแนวการดาเนินชีวิต ซึ่งประกอบกันเป็นวัฒนธรรมและอารยธรรม เมื่อเป็นเช่นนั้นการเมืองระหว่างประเทศจึงดาเนินไป มิใช่เพื่อแสวงหาอานาจและผลประโยชน์ดงแต่ก่อนเท่านัน หากยังเพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์ของ ั ้ กลุ่มชนและรัฐให้เด่นชัดขึนอีกด้วย หลังจากสงครามเย็นยุติไม่นานชาวโลกก็แยกกันออกเป็น 8 ้ กลุ่มใหญ่ๆ ตามแนววัฒนธรรมดังนี้ -วัฒนธรรมจีน ซึ่งมีประวัติไปหลายพันปีและปัจจุบันนีประกอบด้วยจีนบนผืนแผ่นดินใหญ่ ชุมชน ้ จีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และวัฒนธรรมใกล้เคียงได้แก่ เกาหลีและเวียดนาม - วัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งแยกออกมาจากจีนเมื่อเกือบ 2,000 ปีมาแล้ว - วัฒนธรรมฮินดู ซึ่งมีประวัติประมาณ 4,000 ปีและครอบคลุมพื้นที่ในเอเชียใต้ซึ่งมีศนย์กลางอยู่ที่ ู อินเดีย - วัฒนธรรมอิสลาม ซึ่งมีประวัติราว 1,400 ปี และมีศูนย์กลางอยู่ที่คาบสมุทรอารเบียและแผ่ขยาย ไปถึงหลายทวีป - วัฒนธรรมคริสต์ตะวันออก ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในรัสเซีย - วัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งเริ่มเมื่อราว 1,300 ปีที่แล้วและมีศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกและ โปรเตสแตนต์เป็นหลักยึด ประกอบด้วยยุโรป อเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ - วัฒนธรรมละตินอเมริกา ซึงแยกออกมาจากยุโรปและมีศูนย์กลางอยู่ในอเมริกาใต้และอเมริกา ่ กลาง - วัฒนธรรมแอฟริกา ซึ่งครอบคลุมผืนที่ส่วนใหญ่ในทวีปนัน อย่างไรก็ตามผู้เชียวชาญส่วนมากไม่ ้ ่ ยอมรับว่าแอฟริกาส่วนนี้ มีความโดดเด่นจนสามารถจัดเป็นอารยธรรมได้ ในจานวนกลุ่มต่างๆ นี้ กลุ่มตะวันตกมีพลังทางเศรษฐกิจและทางทหารสูงทีสุด อย่างไรก็ ่ ตามวิวัฒนาการในช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมาทาให้พลังทางเศรษฐกิจและทางทหารของกลุ่มนี้ในเชิง เปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นลดลงเพราะกลุ่มใหญ่ๆ เช่น จีนและอินเดียประสบความสาเร็จในการ พัฒนาเศรษฐกิจสูง นอกเหนือจากนั้นกลุ่มเหล่านี้ ยังเริ่มมีพลังทางทหาร อันมีอาวุธทาลายล้างสูง ไว้ในครอบครอง ในขณะเดียวกันกลุ่มที่มีศาสนาอิสลามเป็นแกนนามีความร่ารวยจากการขาย น้ามัน พร้อมกับการเพิ่มจานวนของประชากรอย่างรวดเร็ว ความร่ารวยและการเพิ่มของประชากร ก่อให้เกิดความเปลียนแปลงในด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และทางสังคมอย่างใหญ่หลวง ยังผลให้ ่ ประชาชนส่วนหนึง ซึ่งต้องการหาทีพึ่งทางจิตใจหันไปยึดศาสนาเป็นหลักแบบตกขอบ ่ ่ เนื่องจากอารยธรรมต่างๆ เป็นอารยธรรมเก่าแก่โดยเฉพาะจีน อินเดีย และอิสลาม คนรุ่นหลังใน อารยธรรมเหล่านี้ ซึ่งมีความเข้าใจความเป็นไปในอารยธรรมตะวันตกอย่างถ่องแท้ เริ่มมองเห็นว่า วัฒนธรรมของตนนั้น ไม่ด้อยค่ากว่าของกลุ่มตะวันตกเลย ทั้งที่กลุ่มตะวันตกมีความก้าวหน้ากว่าใน หลายด้าน นอกจากนันพวกเขายังมองอีกว่า บางด้านของวัฒนธรรมตะวันตกเป็นสิงชั่วร้าย ใน ้ ่ ขณะเดียวกันบางส่วนของกลุมตะวันตก ยังดึงดันที่จะบอกว่า วัฒนธรรมของตนนั้นเหนือกว่าของ ่ ผู้อื่น ความเห็นที่ตางกันนี้นาไปสู่วิวัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งในแนวของการ ่ รอมชอม และแนวของการต่อต้านวัฒนธรรมตะวันตกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากบางส่วนของกลุ่ม อิสลาม วิวัฒนาการเหล่านีจะมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อเสถียรภาพของโลกแห่งอนาคต ้ The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order การปะทะของอารย ธรรม และการจัดระเบียบโลกใหม่ (จบ) หลังจากที่โลกแบ่งออกเป็น 8 กลุ่มใหญ่ตามแนววัฒนธรรมแล้ว ชุมชนและประเทศที่มี วัฒนธรรมคล้ายกัน เริ่มเกาะกันเป็นกลุ่มก้อนรอบแกนนาที่มีพลังทางทหารและเศรษฐกิจสูง กลุ่ม ของวัฒนธรรมตะวันตกแยกแกนนาออกเป็น 2 ขั้วซึ่งมีศนย์กลางอยู่ที่สหรัฐอเมริกาและที่ตลาด ู ร่วมยุโรปอันมีเยอรมนีและฝรั่งเศสเป็นหัวจักร พร้อมกับมีอังกฤษเป็นส่วนประกอบสาคัญของทั้ง 2 ขั้ว กลุ่มอื่นที่มีแกนนาประเทศเดียว ได้แก่ จีน อินเดีย รัสเซีย และญี่ปน ุ่ ส่วนอีก 3 กลุ่มที่ยงไม่มีแกนนาชัดเจน ได้แก่ กลุ่มอิสลาม ละตินอเมริกา และแอฟริกา ั ผู้เขียนคาดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเหล่านีจะเป็นไปในรูปของคู่ปรปักษ์ มากกว่าความร่วมมือ ้ อย่างใกล้ชิด และจะนาไปสู่ความขัดแย้งใน 2 ระดับ คือ ระดับปลีกย่อยหรือระดับท้องถิ่น และ ระดับรวม ในระดับท้องถิ่นความขัดแย้งที่รุนแรงทีสุด จะเป็นความขัดแย้งที่ชุมชนมุสลิมทะเลาะกับ ่ เพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มตะวันตก กลุ่มรัสเซีย กลุ่มอินเดีย และกลุ่มแอฟริกา ความ ขัดแย้งนี้อาจขยายกว้างขึ้น หากมหาอานาจไม่พยายามยับยั้งแต่กลับเข้าถือหางฝ่ายใดฝ่ายหนึง ่ ส่วนในระดับรวมความขัดแย้งที่รุนแรงที่สดจะเป็นความขัดแย้งซึ่งเกิดจากฝ่ายกลุ่มตะวันตก กับ ุ ฝ่ายที่มีกลุ่มอื่นรวมกันและจะเป็นปัจจัยสาคัญของการเมืองระหว่างประเทศ ปัจจัยที่จะทาให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่มตะวันตกกับกลุ่มอื่น ได้แก่ ความ พยายามของกลุ่มตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่จะแพร่ขยายวัฒนธรรมของตนออกไป ครอบงากลุ่มอื่น การเอาชนะระบบคอมมิวนิสต์ ได้ทาให้สหรัฐอเมริกาคิดว่า อุดมการณ์ของตนมี ค่าสูงสุดที่ผู้อื่นควรนาไปใช้ จริงอยู่ภายในกลุ่มอื่นทั้ง 7 กลุ่มนั้นมีคนส่วนหนึงเห็นด้วย ่ แต่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นว่าวัฒนธรรมตะวันตกเหมาะสมสาหรับสังคมของตน และเห็นว่า สหรัฐอเมริกากาลังล่าอาณานิคมในอีกรูปแบบหนึ่งเท่านัน ้ ชาวโลกที่เห็นเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกามักพูดอย่างทาอย่างเสมอ เช่น พยายาม ผลักดันให้บางประเทศ เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ยอมผลักดันประเทศที่มีน้ามันมาก เช่น ซาอุดีอาระเบีย หรือ ต้องการประชาธิปไตย ตราบใดที่ผปฏิบัติตามศาสนาอิสลามแบบตกขอบ ไม่ ู้ ชนะการเลือกตั้ง หรืออิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์ได้แต่ห้ามมิให้อิหร่านมี หรือผลักดันการค้าเสรีแต่ ไม่ยอมเปิดตลาดการเกษตรให้แก่ประเทศอื่น ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่มตะวันตกกับกลุ่มอื่นนั้นทีสาคัญที่สุดจะเป็นความขัดแย้ง ่ กับกลุ่มอิสลามและจีน ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มตะวันตกกับอิสลามมีประวัติมาตังแต่ครั้งศาสนา ้ อิสลามเริ่มแพร่ขยายออกไปจากคาบสมุทร อารเบียเมื่อราว 1,300 ปีที่แล้ว ชาวมุสลิมยกทัพบุก เข้าไปในยุโรปของชาวคริสต์ และยึดครองเนื้อที่ซึ่งเป็นประเทศสเปนในปัจจุบันอยู่เป็นเวลานาน หลังจากนั้นชาวคริสต์ก็ตอบโต้จนเกิดสงครามศาสนา โดยเฉพาะการยกทัพของชาวยุโรป ไปรุกราน ในย่านตะวันออกกลางในนามของ "สงคราครูเสด" หลายต่อหลายครั้ง ต่อจากนันชาวคริสต์ก็ต่อสู้กบอาณาจักรออตโตมาน ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม จนกระทั่งถึง ้ ั สงครามโลกครังที่ 1 เมื่ออาณาจักรออตโตมานพ่ายแพ้แก่กลุ่มตะวันตก อังกฤษ ฝรังเศส และอิตาลี ้ ่ เข้าไปยึดครองแผ่นดินในย่านตะวันออกกลาง ของชาวมุสลิม ความขัดแย้งรุนแรงนี้มรากเหง้ามา ี จากความเชื่อของทั้งสองฝ่ายว่า ศาสนาและวัฒนธรรมของตนนัน เหนือชั้นกว่าศาสนาและ ้ วัฒนธรรมของคนอื่น และในปัจจุบนแสดงออกมาในรูปต่างๆ อันเป็นการกระทาของกลุ่มตะวันตก ั เป็นส่วนใหญ่ เช่น การกดดันให้เกิดประชาธิปไตยในดินแดนมุสลิม การเข้าไปยึดครองทรัพยากร น้ามัน และการเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องภายในของสังคมอื่น ทางฝ่ายอิสลามตอบโต้ด้วยการก่อการ ร้าย ทางด้านความสัมพันธ์และความขัดแย้งกับจีนนั้นมีรากฐานมาจากจีนเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ และมีความเชื่อมั่น ในวัฒนธรรมของตนสูง หลังจากซบเซามาเป็นเวลาหลายร้อยปี จีนสามารถ ฟื้นฟูเศรษฐกิจของตนได้ และต้องการขยายอิทธิพลของตน ไปครอบงาสังคมอื่นโดยเฉพาะใน เอเชียตะวันออก นอกเหนือจากนั้น จีนยังต้องการแสวงหาทรัพยากรไปป้อนเศรษฐกิจ และการ บริโภคของตน ซึ่งขยายตัวในอัตราสูงทีสุดในโลกมาเป็นเวลาราว 20 ปีแล้ว เนื่องจากจีนมี ่ ประชากรเกิน 1,200 ล้านคน ความต้องการของจีนจึงมีจานวนมหาศาล แม้ทั้งสองฝ่ายจะค้าขาย แลกเปลี่ยนกันอย่างเปิดเผย แต่ลึกๆ แล้วทังคู่ไม่ไว้ใจกันและถือว่าอีกฝ่ายหนึ่ง คือปรปักษ์สาคัญใน ้ อนาคต หลังจากพิจารณาว่าความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่างๆ จะวิวัฒน์ไปทางไหนได้บาง ผู้เขียน ้ สรุปว่า กลุ่มตะวันตกจะมีความสัมพันธ์ในขั้นขัดแย้งรุนแรงสูงสุดกับจีน และกลุ่มอิสลาม จีนจะมี ความขัดแย้งในขั้นรุนแรงสูงสุด กับอินเดีย และกลุ่มตะวันตก กลุ่มอิสลามจะขัดแย้งในขั้นรุนแรง สูงสุดกับกลุ่มตะวันตก อินเดีย รัสเซีย และกลุ่มแอฟริกา ส่วนรัสเซียจะมีความขัดแย้งขั้นรุนแรง สูงสุดกับญี่ปุ่น ความขัดแย้งขั้นรุนแรงเหล่านีจะเป็นฐานของการหาพันธมิตร กับกลุ่มอื่นไว้เป็นฝ่าย ้ ของตน ทาให้การเมืองระหว่างประเทศวิวัฒน์ไปอย่างสลับซับซ้อนมากขึ้นกว่าในสมัยสงครามเย็น ณ วันนี้แม้กลุ่มวัฒนธรรมตะวันตกจะมีพลังทางเศรษฐกิจและทางทหารมากที่สุด แต่พลัง นั้นลดลงในเชิงเปรียบเทียบ กับของกลุ่มอื่นเพราะฝ่ายหลังกาลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก ประวัติศาสตร์บงว่าไม่มีมหาอานาจไหนอยู่ได้ค้าฟ้า ฉะนันหากยึดเอาประวัติศาสตร์เป็นเกณฑ์กลุ่ม ่ ้ ตะวันตกจะเสื่อมลง และมีกลุ่มอื่นขึ้นมาแทน อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้มชาวตะวันตกส่วนหนึงมองว่าวิวัฒนาการเช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้น ี ่ อีก และกลุ่มตะวันตกจะสามารถเอาชนะกลุ่มอื่นได้และอยู่ไปชั่วนิรันดร์ แต่ผู้เขียนเห็นว่าถ้ากลุ่ม ตะวันตก ดาเนินนโยบายไปตามแนวคิดนั้นโลกจะมีปญหาใหญ่หลวง เขาเห็นว่าทางออกมีทางเดียว ั นั่นคือ กลุ่มตะวันตกจะต้องป้องกันความเสื่อมทางสังคมของตน ซึ่งกาลังกาเริบอยู่ในขณะนี้มิให้ เลวร้ายขึนไปอีก และยอมรับความสาคัญของวัฒนธรรมอื่น พร้อมกันนั้นกลุ่มอื่นก็จะต้องยอมรับ ้ ความสาคัญของวัฒนธรรมตะวันตกเช่นกัน ข้อสังเกต-วิวัฒนาการที่เกิดขึ้นในช่วง 10 ปีหลังจากหนังสือเล่มนี้พิมพ์ออกมาคงแสดงให้ เห็นอย่างแจ้งชัดแล้วว่า ข้อเสนอหรือความหวังของผู้เขียนนั้นไม่มีใครให้ความสนใจและนาไปใช้ เป็นแนวปฏิบัติเลย เราจึงเห็นเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้น เช่น ชาวมุสลิมจี้เครื่องบินโดยสารเพื่อใช้ เป็นอาวุธถล่มตึกใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันวันที่ 11 กันยายน 2544 และใช้การก่อการร้าย เป็นอาวุธทาลายผลประโยชน์ของกลุ่มตะวันตกเป็นระยะๆ สหรัฐอเมริกาใช้ข้ออ้าง ซึ่งปราศจาก ฐานความเป็นจริงพาพรรคพวกยกกองทัพไปบุกและยึดครองอิรัก และยังพยายามเพิ่ม แสนยานุภาพต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน สมาชิกในกลุ่มอื่นก็ทาเช่นเดียวกัน การเพิ่มกาลังทางทหาร อย่างไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้เขียนอ่านสถานการณ์ถูก นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ส่วนใหญ่จะวิวัฒน์ไปในรูปของความขัดแย้ง มากกว่าความเป็นมิตร ในสภาพเช่นนีประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีอานาจและบทบาทในการกาหนดชะตา ้ ของโลกดังเช่นมหาอานาจจะทาอย่างไร ? นั่นเป็นการบ้านที่ทุกสังคมต้องขบคิด สาหรับประเทศที่มีชนกลุ่มน้อยที่มีวัฒนธรรมแตกต่างจากชนกลุ่มใหญ่ รวมทั้งสังคมไทย ด้วย หนังสือเรื่องนี้มีข้อคิดว่าถ้าชน กลุ่มใหญ่ไม่ยอมรับความแตกต่างของชนกลุ่มน้อยและ พยายามจะครอบงาวัฒนธรรมของเขา ความขัดแย้งจะรุนแรงย่างไม่มีทสิ้นสุด ี่ ในขณะเดียวกันชนกลุ่มน้อยก็ต้องยอมรับสภาพของความเป็นจริง การจับอาวุธขึ้นต่อสูกับ ้ ชนกลุ่มใหญ่ เพื่อจะแยกตัวออกไปต่างหากมักไม่เป็นผล ทางออกได้แก่ทงสองฝ่ายจะต้องให้ ั้ ความสาคัญต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ประวัติศาสตร์บงว่าการอยู่ด้วยกันอย่างสันติมิใช่สิ่งที่อยู่ ่ ไกลเกินเอื้อม มันเกิดขึ้นได้หากทั้งสองฝ่าย หันหน้าเข้าหากันด้วยความจริงใจ สิ่งที่จะก่อให้เกิด ความเสียหายใหญ่หลวง เมื่อสองฝ่ายไม่ยอมหันหน้าเข้าหากัน คือการฉวยโอกาสเข้าแทรกแซงของ ผู้อื่น
Fly UP